ช่วงปีที่ผ่านมานอกจากเกมที่สมจริงแล้ว มันมีคอนเทนต์เกมที่ไม่ได้เน้นภาพสมจริง และเป็นภาพเรียบง่าย กราฟิกแบบ 8 บิต แต่เนื่อหาของเกมดีจนถ้าเราสังเกตการเข้าชิงจะเห็นเหล่านี้แทรกมาเป็นผู้ท้าชิงเกมระดับ AAA อยู่เสมอ

มีเครื่องเกมเครื่องหนึ่งที่เราสนใจ ด้วยแว้บแรกที่เห็นสีเหลืองสะดุดตา ปุ่มน้อยๆ เหมือนเกมบอยที่ย่อส่วนมา และมีก้านอะไรซักอย่างเอาไว้หมุน เครื่องเกมที่ว่ามีชื่อว่า Playdate

Playdate เป็นเครื่องเกมจากบริษัท Panic บริษัทนี้เขามีชื่อเสียงทางด้านเป็นผู้พัฒนาซอร์ฟแวร์บน Mac OS อย่าง Coda แล้วยังเป็นผู้จัดจำหน่ายเกมสุดแปลกแต่โด่งดังทั้งการเล่นและหน้าตาอย่าง Firewatch ที่ให้เรารับบทเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานเพื่อเฝ้าระวังไฟป่า ที่ต้องเจอกับเหตุการ์ณลึกลับและสื่อสารกับคนในเกมผ่านวิทยุสื่อสารเท่านั้น หรือ Untitled Goose Game เกมที่ให้เรารับบทเป็นห่านแก้แค้นคนภาพสวย ที่ได้รับรางวัล Game of the Year ในหลายสำนัก ก็อาจจะพอนึกภาพออกนะครับว่าคอนเซปต์ของเครื่องเกมของเขาน่าจะโชว์รูปแบบของเกมแปลกใหม่ขนาดไหน…


  • คือนึกไม่ออกว่าถ้าไม่ใช่เมาส์ logi จะใช้อะไร เพราะใช้รุ่นก่อนๆ มันก็ทนดี แบตอยู่นาน จนกระทั่งมันคลิกเบิ้ล แงะออกมาซ่อม เอาน้ำยาล้างแผงวงจรมาล้างก็ไม่หาย ก็เลยคิดว่า ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแหละ
  • ช่วงที่ซื้อมันขาดตลาด และขายแพง มาเจอที่ tohome ราคาถูกกว่าเพื่อน ถูกกว่าร้านอุปกรณ์คอมอีก
  • ลองจับถนัดดี ด้วยความที่มันสูงใหญ่ เวลาจับเลยเต็มอุ้งมือดี วัสดุเป็นพลาสติกเหมือนจะออกยางๆ ให้จับกระชับ แต่ไม่แน่ใจว่าใช้ไปนานๆ มันจะเหนียวเหมือนพวกปุ่มยางในจอยเกมหรือเปล่า

สารคดีเรื่องใหม่ของเซอร์เดวิด เอทเทนเบิร์กว่าด้วยช่วงเวลาที่คนล็อกดาวน์จากพิษโควิด ในอีกมุมนึงก็ทำให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูกลับคืนมา และเกิดการตั้งคำถามว่า หากโลกกลับมาเป็นเหมือนเดิม เราจะแก้ไขให้อยู่ร่วมกันได้ยังไง

ในหัวก่อนที่ดูคือนึกถึงสเตตัสขอบคุณโควิดของวินทร์ เลียววาริณ นึกถึงไอจีหมาก ปริญ ที่เขียนจดหมายห่าเหวอะไรนั่นเรื่องโควิดทำให้ธรรมชาติกลับคืนมา แล้วก็แหยงๆ ว่าเรื่องนี้จะอวยการกลับคืนมาของธรรมชาติเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่จนลืมชีวิตของคนที่เดือดร้อนหรือเปล่า

แต่เอาจริงๆ ถ้าคิดแบบนั้นก็ดูจะเกินไปหรือเปล่า เพราะสารคดีสั้นไม่ถึงชั่วโมงนี้พาเราไปดูเมืองที่มีประชากรมากมาย ไม่ว่าจะเป็นซาน ฟานซิสโก ที่ช่วงเวลาล็อกดาวน์ทำให้เสียงของเครื่องยนต์ลดลงเป็นประวัติศาสตร์นับตั้งแต่ปี 1950 เราเลยได้ยินเสียงนกร้องหาคู่ที่เสียงมีเอกลักษณ์ หรือเสือชีต้าร์ที่ถูกนักท่องเที่ยวเข้าไปส่องดูวิถีชีวิตจนคนลืมไปว่าด้วยกายภาพของมันที่เป็นนักล่าที่ปราดเปรียว มันมีปัญหาเรื่องการลากเหยือไปให้ลูกกิน ซึ่งต้องส่งเสียงเล็กๆ สั้นๆ ในการเรียกลูกมากิน สิ่งเหล่านี้มนุษย์กลบเสียงวิถีชีวิตของมันหายไปหมด


ที่บ้านมีสัตว์เลี้ยง แต่จะให้พูดอย่างชัดเจนคือเป็นสัตว์ที่อยู่ในบริเวณบ้านของเรา อาจจะไม่ได้เลี้ยงอะไรมากนัก แต่จัดสภาพแวดล้อมให้นอนได้ มีอาหารให้กิน ก็เลยเรียกว่าสัตว์เลี้ยง

สัตว์ต่างๆ มีทั้งสุนัขที่เหลืออยู่ตัวเดียวในบ้าน อายุมากแล้ว อยู่ในช่วงชีวิตเลยความห้าวหาญ ร่าเริง แต่ยังพอวิ่งได้เมื่อหยอกล้กชั่วคราว สักพักก็จะเห็นอาการหอบและหลบไปนอนพักที่ประจำ

ทีอ่างปลาที่เรียกว่าจับพลัดจับผลูเลี้ยง เพราะมันเป็นอ่างน้ำที่เจ้าของเดิมไม่ได้อยู่แล้ว การจะปล่อยให้แห้งเหี่ยวไปเลยมันชวนรู้สึกสลดใจ ก็เลยปวารณาดูแลให้สมบูรณ์เหมือนที่มันเคยเป็น

มันเป็นอ่างขนาดเล็กๆ พอใส่กระถางบัวได้ มีทั้งปลาหางนกยูง ปลาสอดดำ แดง ขาว รวมอยู่ในนั้น ประดับคู่กับดอกบัวที่เมื่อใส่ปุ๋ยแล้ว มันพร้อมจะเผยดอกออกมาทุกยามเช้า

มีอยู่หนึ่งอ่าง ที่เราดูแลเป็นพิเศษ​ เป็นอ่างขนาดใหญ่กว่าเพื่อน แต่มีจำนวนประชากรน้อยกว่าทุกอ่าง ที่มันพิเศษ ก็เพราะว่ามันเป็นอ่างปลาทอง

พอเป็นปลาทองที่อยู่ในอ่างปกติ มันเลยต้องดูแลมากกว่าเดิม มันไม่ใช่ตู้กระจก ไม่มีออกซิเจน อ่างเลยต้องล้างทำความสะอาดบ่อยๆ ผสมผงเกลือที่เป็นยากำจัดเชื้อราอยู่เสมอ ใส่ต้นไม้ที่จะช่วยสร้างอากาศ และเป็นที่หลบมุมยามเมื่อมีอะไรแปลกปลอมเข้ามา

ไม่แปลกใจที่มันเป็นอ่างที่เราดูแลมันมากกว่าอ่างอื่นๆ ที่น่ากังวลน้อยกว่า

เวลาเห็นอ่าง ผมนึกถึงชีวิตที่ย้อนตั้งแต่ปีที่ผ่านมาเป็นต้นไป เป็นชีวิตที่ไม่เงียบ มันเจือมาด้วยเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ระคนปนกันตามช่วงเวลาของชีวิตคน

ปลาทองถูกซื้อจากที่ร้านมาเป็นของประดับในตู้กระจก พร้อมทั้งออกซิเจน เรือของเล่น ลูกแก้ว กรวดหินอันเป็นเครื่องประดับตู้ปลาให้ดูสวยงาม

ทุกสิ่งจากหายไปไม่มีวันย้อนคืนกลับ

ทุกสิ่งเลือนลาลับมิอาจย้อนเวลาหมาย

ทุกสิ่งเคยปรากฎกลับกลายมลาย

ทุกสิ่งล้วนจางหายกลายเป็นความทรงจำ


ลูบคลำวันแรกๆ เป็นยังไงบ้าง?

First impression

  • พอรู้แล้วล่ะว่าเครื่องมันใหญ่ แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ซึ่งก็ต้องมาจัดโต๊ะใหม่อีกว่าจะขยับอะไรออกให้มันโล่งพอที่จะวางเครื่องได้ พอวางบนโต๊ะแล้ว อย่างกับมีคอกพาร์ทิชั่นติดโต๊ะเลยคร้าบ
  • ชอบที่มันแถมอุปกรณ์สำหรับวางเครื่องในแนวตั้งไว้ได้เลย มีช่องไว้เก็บน็อตเรียบร้อย ไม่ต้องกลัวหลุด ที่ตั้งใจแถมมาแบบนี้ก็น่าจะเพราะเรื่องการระบายความร้อนนี่แหละ
  • DualSense จับถนัดมือดี น้ำหนักน่าจะพอพอกับ Razer Raiju ที่ใช้อยู่ แต่เบากว่า Dualshock 4 เยอะเลยล่ะ
  • ลำบากใจที่มันเป็นสีขาว เพราะมันมาพร้อมกับความสกปรกแน่นอน มันสวยนะ แต่ไม่ชอบตรงที่มันจะดูแลลำบาก ถ้าให้เลือกก็อยากได้สีอื่น แต่มันเลือกไม่ได้ ก็นั่นแหละ…

About Endlessness

ชอบอยู่สองอย่าง คือมันเหมือนเรื่องสั้นที่เล่าเรื่องชีวิตให้ฟัง เรื่องที่ไม่ใช่พร็อตที่ยิ่งใหญ่เหนือชั้น แต่เป็นเรื่องเล่าของชีวิตธรรมดาที่มีสุข ทุกข์ สับสน วนเวียนอยู่ในสังคม เราเลยจะได้เห็นบาทหลวงที่ปรึกษาจิตแพทย์ด้วยสาเหตุที่ว่าเขาสูญสิ้นความศรัทธาในพระเจ้า หญิงสาวที่ลงจากรถไฟโดยไม่เจอคนที่รอ ไปจนถึงการนัดเดทที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหน้าตาเป็นอย่างไร ทั้งหมดมันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นรอบตัวเราอยู่เสมอ

อย่างที่สองคืองานภาพ ทั้งสามสิบกว่าฉากนั้นสวยมาก มันชอบรายละเอียดเล็กๆ ชอบเก้าอี้ที่วางเบี้ยวๆ คนที่ยืนนั่งรอบข้างที่อยู่กับที่นิ่งๆ แต่ก็ยังเหมือนพวกเขาเคลื่อนไหวให้เกิดบรรยากาศอยู่


Talking to strangers — Malcolm Gladwell

งานของมัลคอล์ม แกลดเวลล์การันตีได้เลยว่าต้องมีเรื่องสนุกมาเล่า ความเก่งกาจคือสำนวนที่เหมือนเราอ่านสารคดีที่มีทีมตัดต่อที่เก่งกาจมาทำให้เราอยากติดตามต่อไปเรื่อยๆ ว่าเรื่องราวจะไปทางไหน เขาต้องการจะอธิบายอะไรเรา จนหลังๆ รู้สึกว่างานใหม่ของเขาไม่ต้องอ่านเป็น How-to แค่เรื่องที่เขาเล่ามันก็สนุกแล้ว

Talking to Strangers บอกเราอย่างชัดเจนว่าจริงๆ แล้วคนเรามันไม่สามารถที่จะเข้าใจกันง่ายขนาดนั้น ยิ่งคนแปลกหน้าแล้ว เราไม่สามารถที่จะยืนยันได้เลยว่าการแสดงออกภายนอกสื่อถึงจิตใจข้างในจริงๆ ของเขาหรือเปล่า เหมือนกับว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ อะไรแบบนั้น

เขาเปิดด้วยเรื่องราวของ Sandra Bland ชาวผิวดำที่ถูกตำรวจเรียกให้จอดรถ เพียงเพราะว่าเธอนั้นไม่ได้เปิดไฟสัญญาณที่จะเลี้ยว ก่อนที่เรื่องมันจะไปใหญ่จนตำรวจบังคับให้เธอลงจากรถและจับกุมเธอ หลังจากที่จำคุกอยู่สามวันก็ทำอัตวินิบาตกรรมในห้องขัง คดีนี้อาจจะมองเป็นเรื่องของการเหยียดผิว. ความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคมอเมริกา แต่จริงๆ แล้วเรื่องนี้คนเขียนบอกว่ามันเป็นเพราะว่าทั้งคู่ไม่เข้าใจกันนั่นเอง

เขาตัดสลับมาพูดถึงเรื่องสำนักงานหน่วยข่าวกรองที่เป็นหน่วยงานที่ปฎิบัติภารกิจในการสอดแนม ส่งสายลับเข้าไปจารกรรมข้อมูล แต่หน่วยงานเหล่านี้เคยมีเหตุการณ์สายลับคิวบาเข้าไปดำรงตำแหน่งระดับสูงขององค์กรโดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเธอเป็นสายลับ

แต่จะเรียกว่าไม่มีใครรู้ก็ไม่ถูก เพราะว่าผู้บริหารระดับสูงก็สงสัยพฤติกรรมของเธอ แต่กลายเป็นว่าหลายคน ก็พยายามหาเหตุผลว่าสิ่งที่เขาสงสัยนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ทั้งๆ ที่สิ่งที่เธอแสดงออกมันไม่ใช่สายลับที่แนบเนียนเลย แต่ทำไมจับไม่ได้

มันมีทฤษฎีที่ชื่อว่า Truth-Default Theory หรือทฤษฎีที่พร้อมจะเชื่อใจคนอื่น คือการตั้งต้นเชื่อใจคนแปลกหน้า แต่จะไม่เชื่อก็ต่อเมื่อเขามีพฤติกรรมที่เรามั่นใจว่าคนนี้กำลังหลอกเรา แต่ถ้ายังอยู่ในจุดที่ไม่ชัดเจน เราก็จะยังเชื่อใจเขาอยู่ ทั้งๆ ที่เขาก็มีพฤติกรรมที่แปลกๆ อยู่ ใจเราก็จะยังคงเชื่อถือเขาอะไรแบบนั้น

นอกเหนือจากเรื่องนี้แล้วยังมีเรื่องที่เพิ่มความซับซ้อนเข้ามาอีก อย่างเรื่องของซีรีส์ FRIEND ที่เขาบอกว่าเป็นซีรีส์ที่ตัวละครแสดงออกทางอารมณ์ได้ชัดเจนที่สุด ขนาดที่ว่าหลับตาก็ยังนึกภาพได้ว่าตัวละครตอนนี้กำลังจะมีความรู้สึกยังไง

ความสนุกอีกอย่างนอกจากเรื่องที่เอามาเล่าก็คือการใส่งานวิจัยเข้ามารองรับเรื่องราวต่างๆ อย่างซีรีส์ FRIEND ก็ให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแสดงออกทางใบหน้ามาทำสถิติเลยว่า เวลาที่ยิ้มส่วนไหนของใบหน้าจะมีการขยับบ้าง เวลาโกรธกล้ามเนื้อใบหน้าส่วนไหนที่ขยับอย่างชัดเจน สิ่งเหล่านี้จะสามารถบอกได้ว่านี่คืออารมณ์ใดแต่ไม่เสมอไป เพราะเมื่อเอาใบหน้าต่างๆ มาสอบถามคนในหมู่เกาะโทรเบรียนด์ กลางทะเลโซโลมอน พวกเขาจะตอบไม่ตรงกับเราเลยว่าใบหน้าต่างๆ แสดงถึงอารมณ์ใด อันนี้เป็นเรื่องของวัฒนธรรมส่วนหนึ่ง และมีการยกตัวอย่างที่อธิบายเรื่องของใบหน้าได้ดีที่สุดคือ Amanda Knox หญิงสาวที่ถูกกล่าวหาในคดีฆาตกรรมรูมเมทของตน จากจุดเริ่มต้นคือเมื่อพบศพรูมเมทแล้วเธอจูบกับแฟน หรือการมีพฤติกรรมที่ดูจะไม่เหมาะสมที่คนที่เจอศพไม่น่าทำแบบนี้ แต่นั่นแหละว่ามันไม่ใช่สิ่งยืนยันได้เลยว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมามันตรงกับภายในจิตใจของคนเล่มนี้อ่านแล้วเรารู้สึกเลยว่าเรามักจะคิดว่าเข้าใจคน เดาใจคนได้ รู้พฤติกรรมของคน จริงๆ แล้วมันต้องดูหลายสิ่งมาประกอบกัน บางครั้งมันต้องใช้เวลาดูพฤติกรรม มันตัดสินอะไรไม่ได้ในทันที

เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือในยุคที่อังกฤษกำลังกังวลว่าเยอรมันจะบุกเชโกสโลวาเกีย ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดสงครามโลกแน่นอน นั่นก็เลยทำให้เนวิล แชมเบอร์เลน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษต้องหาวิธีเข้าใจฮิตเลอร์ให้ได้ เพราะตอนนั้นยังไม่รู้เลยว่าฮิตเลอร์เป็นคนยังไงกันแน่ เขาก็เลยจะไปเจอหน้ากับฮิตเลอร์เพื่อที่ว่าเวลาเห็นหน้ากันจะได้เข้าใจกันว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่

แชมเบอร์เลนเลยไปเยือนเยอรมนีถึงสองครั้งเพื่อพูดคุยกับฮิตเลอร์ ฮิตเลอร์ต้อนรับเป็นอย่างดี ใช้มือทั้งสองข้างกุมมือกระชับจนเขานายกอังกฤษประทับใจ เขาสอบถามฮิตเลอร์ว่าจะยึดเพียงแค่ซูเดเทินลันท์แล้วก็จบใช่ไหม ฮิตเลอร์บอกว่าใช่ เขาประเมินอีกฝ่ายและเชื่อใจฮิตเลอร์ แต่สุดท้ายประวัติศาสตร์ก็บันทึกไว้ว่าแชมเบอร์เลนผิดพลาดอย่างแรงที่ไปเชื่อใจคนแบบนั้น

สิ่งที่สำคัญคือการเจอหน้ากันไม่ได้หมายความว่าจะเข้าใจกัน และการท่าทางกุมมืออีกฝ่ายด้วยมือทั้งสองข้างไม่ใช่การนอบน้อมด้วยหัวใจแต่อย่างใด


ช่วงนี้รู้สึกสนใจการเขียนเรื่องเกี่ยวกับการดูดวง ไปเจอบทความที่ชื่อว่า What I Learned Building a Horoscope That Blew Up on Facebook คนเขียนสร้างแอปดูดวงในเฟซบุ๊ก มีคนติดตั้งแอปไปกว่า 10 ล้านคน และมีเพื่อนเห็นกว่า 100 ล้านคน

ความน่าสนใจของบทความนี้ก็คือ การสร้างคำทำนายขึ้นมา เริ่มต้นแอปนี้ใช้วิธีการซื้อคอนเทนต์ดูดวงมากจากที่อื่น เขาฟีดให้คนอ่านและคนก็ชอบมาก

ที่น่าแปลกใจก็คือ คนสร้างดันเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องการดูดวง นั่นเลยเป็นเหตุผลที่มาวิเคราะห์กันว่าทำไมผู้คนถึงเชื่อเรื่องการดูดวง

อย่างแรก เมื่อดูดวงตามราศีต่างๆ จะพบว่ามันมีความซ้ำๆ อยู่ทุกสัปดาห์ แต่ที่ไม่มีคนสังเกต ก็เพราะว่าคนอ่านเขามักจะดูแต่ดวงราศีของตัวเอง ไม่ได้อ่านราศีของคนอื่น นั่นจึงทำให้การสร้างคำทำนายนั่นดูหลากหลายไม่รู้จบ ทั้งที่เป็นคำหรือเหตุการณ์ซ้ำๆ

อีกอย่างที่สำคัญ คือการเขียนคำทำนายนั่นมันไม่ใช่เรื่องของการร่ายเวทย์มนต์ แต่มันเป็นการเขียนเพื่อโน้มน้าวให้เราเชื่อมากกว่า พูดง่ายๆ คนที่เขียนคำนายอาจจะไม่ได้มีเวทย์มนต์เหมือนเฮอร์ไมโอนี่ แต่เป็นโดนัลด์ ทรัมป์ที่พูดหว่านล้อมให้คนเชื่อต่างหาก

แล้วการหว่านล้อมจะทำให้คนเชื่อได้อย่างไร

ลองดูคำทำนายเหล่านี้ ว่าตรงกับคุณกี่ข้อ

1. คุณต้องการให้ผู้อื่นชื่นชมเป็นอย่างมาก

2. คุณมีแนวโน้มจะคิดมากและชอบโทษตัวเอง

3. คุณมีศักยภาพที่ยังไม่แสดงออกมาซุกซ่อนอยู่ แต่ก็ยังมีข้อด้อยอยู่บ้าง

4. คุณมีข้อด้อยอยู่ แต่ก็มีสิ่งที่สามารถชดเชยข้อด้อยได้

5. ภายนอก คุณดูเป็นคนที่มีวินัยและควบคุมตนเองได้ แต่ภายในคุณมักมีข้อกังวลและรู้สึกไม่มั่นใจ

6. บางครั้งคุณสงสัยว่าคุณได้ตัดสินใจดีแล้วหรือไม่ หรือได้ทำสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

7. คุณชอบการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายในระดับหนึ่ง และจะไม่พอใจเมื่อถูกจำกัดให้อยู่ในข้อบังคับ

8. คุณภูมิใจที่คุณเป็นคนมีความคิดเป็นของตนเอง และไม่ยอมรับข้อคิดเห็นจากผู้อื่นหากปราศจากหลักฐานที่น่าพอใจ

9. บางครั้งคุณมักเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร

10. ความฝันของคุณบางข้อก็เป็นไปไม่ได้จริง

11. ความมั่นคงคือเป้าหมายในชีวิตคุณ

คำถามเหล่านี้เป็นแบบทดสอบในงานวิจัยของเบอร์แทรม อาร์. ฟอเรอร์ (Bertram R. Forer) ได้ให้นักศึกษาอ่านคำทำนายนี้แล้วให้คะแนนว่าตรงกับตัวเองแค่ไหน คะแนนเฉลี่ยที่ได้คือ 4.26 จากคะแนนเต็ม 5 นั่นแปลว่านักศึกษาคิดว่าคำทำนายเหล่านี้ตรงกับตัวของพวกเขาสูง นั่นเลยเป็นสิ่งที่เรียกว่า ปรากฏการณ์เฟอเรอร์ (Forer effect)

ปรากฏการณ์เฟอเรอร์ คือการปรากฎการณ์ที่ทุกคนเชื่อว่าคำอธิบาย หรือคำทำนายนั้นเขียนให้กับตัวเอง ทั้งๆ ทีเมื่อดูจากคำทำนายแล้วเป็นคำอธิบายที่กว้างและคลุมเครือ ถ้าหากเราเอามาเขียนในคำทำนายอย่าง คนราศีนี้เป็นคนที่มีความกล้าหาญ คนอาจก็อาจจะเชื่อว่า เออ เรามีความกล้าหาญนะ แต่ถ้าเราต่อท้ายไปอีกว่า …แต่ในบางครั้งคุณก็ไม่กล้าทำสิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นคำตรงกันข้าม ที่เชื่อในข้อความแรกจะพยายามไล่นึกเหตุการณ์เพื่อยืนยันคำทำนายนี้

คนเชื่อเรื่องดูดวงไหม?

เคยมีการสำรวจเรื่องการดูดวงของคนในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา และสหราชอาณาจักร พบว่ามีคนที่เชื่อเรื่องการดูดวงแบบที่ให้ดวงดาวนำทาง เชื่อคำทักท้วง เลือกคู่ตามราศี ฯลฯ 25% ส่วนคนไม่เชื่อมีอยู่ 25% และ 50% ที่เหลือนั้นไม่ได้คิดว่าคำทำนายจะแม่น แต่เลือกอ่านเพราะว่ามันสนุก เหมือนเลือกอ่านเรื่องราวในอนาคตแบบที่ไม่ซีเรียสว่ามันจะจริงหรือไม่จริงอะไรแบบนั้น

นั่นหมายความว่ามีคนที่สนใจเรื่องดูดวง 75% ไม่ว่าจะเชื่อแบบศรัทธา หรือเชื่อแบบแชร์คำดูดวงให้เพื่อนอ่านเล่น ถ้าแม่นมันก็เป็นไวรัลได้เลย ถ้าไม่แม่น ถ้าไม่แม่น ก็รออ่านสัปดาห์ต่อไปแทน


ปีนี้ฟังเพลงลูกทุ่งไม่เยอะ ซึ่งมันมีสาเหตุที่พอเดาได้อยู่ก็คือ หนึ่ง มันเป็นช่วงโควิดที่ไม่มีเพลงใหม่ออกมามากนัก อย่างช่วงปีใหม่ หรือ สงกรานต์ที่ดูจะเงียบๆ สองก็คือยุคหลังๆ วงการเพลงแห่ หมอลำมักหยิบเพลงเก่ามาเล่นใหม่ หรือกลายเป็นเพลงจากทางประเทศลาวที่มาฮิตจนคนไทยต้อง Cover อย่าง กระถินคืนถิ่น ของ สิลิพอน สีปะเสิด

และนี้เป็นเพลงลูกทุ่งที่ชอบที่สุดในปีนี้ (แบบไม่เรียงลำดับ)

อ้ายมันคนซั่ว — มอส คำหมากบิน

เพลงนี้พลังเยอะมาก เริ่มต้นด้วยการร้องแบบหมอพราหมณ์ที่ทำพิธีสู่ขวัญคู่บ่าวสาว ก่อนที่หมอพราหมณ์จะเอาตัวเองเข้าไปตัดพ้อระเบิดด้วยพลังความร็อกสุดมัน ซึ่งผมว่าพลังเสียงของมอส คำหมากบินแข็งแรงและดุดันเหมือนRag’n’Bone Man ตอนที่ร้อง Human เลย แต่ดนตรีของมอสสุดยอดกว่าจริงๆ…


เดี๋ยวนี้วงการข่าวหรือคอนเทนต์ออนไลน์ต่างประเทศ เริ่มใช้ระบบการสมัครสมาชิกเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์กันแล้ว และการที่จะทำให้คนยอมเสียเงินเพื่ออ่านนั้นก็จะต้องมีตัวคอนเทนต์ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเฉพาะ หรือระบบที่เข้าถึงง่าย

ตอนนี้ลองสมัครอ่านข่าวสามเจ้า และแอปฟีดข่าวอีก 2 แอปที่ใช้ประจำ สำหรับเรานอกจากการอ่านข่าวจะอัปเดตตัวเองแล้ว เราชอบความรู้สึกเวลาอ่านอะไรแล้วมันมีไอเดียแว้บเข้ามาในหัว ซึ่งตรงนี้มันสามารถเอามาต่อยอดเวลาทำงานได้

นี่คือเว็บที่เราอ่าน

Medium

ยากอยู่ที่จะหาคำจำกัดความว่า Medium วางตัวเป็นอะไร ปกติอ่านฟรี (ถ้าจำไม่ผิดมันอ่านได้เดือนละ 5 บทความ) แต่เชื่อว่าใครที่อ่านอยู่ตอนนี้น่าจะใช้งานและรู้จักกับมีเดี่ยมเป็นอย่างดีแล้วล่ะ…

Freeclub

อยู่ในช่วงปรับปรุง

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store